จริงๆแล้วเด็กไทยเก่งเรื่องการประดิษฐ์คิดค้น แต่น่าเสียดายว่ามีเพียงไม่กี่เวทีที่เปิดโอกาสให้เด็กไทยได้แสดงออกด้วยเหตุนี้บริษัท บีอีซี-เทโร เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารไทยทีวีสีช่อง 3 จึงมีแนวคิดในการจัดทำรายการโทรทัศน์ที่ชื่อว่า “สมรภูมิไอเดีย” ขึ้น เพื่อเป็นเวทีให้เด็กไทยได้นำเสนอผลงาน
“ตอนแรกเราได้รับโจทย์จากช่อง 3 มาว่าอยากได้รายการแนววิทยาศาสตร์ ก็มาคุยกันว่าจะทำอะไรที่ทำให้คนสามารถจับต้องในเรื่องของวิทยาศาสตร์ได้ ก็เลยมองไปที่เรื่องของสิ่งประดิษฐ์ เพราะจริงๆแล้วเด็กไทยคิดเก่ง เพียงแต่ไม่มีเวที ไม่มีโอกาสที่จะนำผลงานพวกนี้มาเสนอ
ก็เลยหยิบตรงนี้ มาผสมผสานกับ รูป แบบเกมโชว์ทำเป็นเวทีสมรภูมิทางความคิดขึ้นมาใครที่มีไอเดียเจ๋งๆ ก็นำมาเสนอในรายการนี้ โดยจะมีคณะกรรมการให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับชิ้นงาน แล้วจะมีการซื้อขายไอเดียเกิดขึ้น” ‘สิทธิพร หิรัญกุล’ โปรดิวเซอร์ รายการสมรภูมิไอเดีย ย้อนเล่าถึงที่มาของการจัดทำรายการเกมโชว์สิ่งประดิษฐ์สำหรับเด็กไทยเป็นรายการแรก ซึ่งเริ่มออกอากาศมาตั้งแต่ปี2549 ทางช่อง 3 ทุกวันศุกร์ เวลา 16.00 – 16.25 น.
สำหรับ รูป แบบรายการสมรภูมิ ไอเดีย นั้นสิทธิพร บอกว่า จะเป็นเกมโชว์ทางด้านสิ่งประดิษฐ์ที่เปิดโอกาสให้เด็กไทยที่มีไอเดีย ตั้งแต่คิดเป็นแค่โมเดล จนถึงทำเป็นชิ้นงานที่สร้างขึ้นมาแล้วใช้งานได้จริง หรืออยู่ในช่วงของการพัฒนชิ้นงาน มานำเสนอในรายการ“รายการเราค่อนข้างเปิดกว้างสำหรับผลงานหรือสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ มีตั้งแต่เรื่องของยานพาหนะ, อุปกรณ์ทางการแพทย์, เครื่องมือการเกษตร, อุปกรณ์การศึกษา, เครื่องมือสื่อสาร,เครื่องอำนวยความสะดวก ฯลฯ
แต่ในช่วงแรกๆจะเน้นเป็นสิ่งประดิษฐ์เท่านั้น พอหลังๆมาเราอยากให้เด็กทุกคนที่มีไอเดียดีๆ แม้ยังไม่เป็นชิ้นงาน ได้มีโอกาสที่จะมาเผยแพร่ อย่างงานดีไซน์จิวเวลรี่ เสื้อผ้า ฯลฯก็เป็นอีกแขนงหนึ่งที่สามารถนำมาเสนอในรายการได้ เพื่อให้คนทั่วไปได้รับรู้ถึงความสามารถของเด็กไทย”
ทั้งนี้ โดยแบ่งสิ่งประดิษฐ์ ที่จะเข้าแข่งขันออกเป็น 5 หมวด ประกอบด้วย 1.สิ่งประดิษฐ์เพื่อการเกษตร 2.สิ่งประดิษฐ์เพื่อคนพิการ3.สิ่งประดิษฐ์เพื่อชีวิตที่มีดีไซน์ 4.สิ่งประดิษฐ์เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต และ 5.สิ่งประดิษฐ์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานสิทธิพร บอกอีกว่า ในแต่ละสัปดาห์จะคัดผู้ผ่านการพิจารณาในเบื้องต้นเข้าร่วมแข่งขัน

รอต่อยอดในเชิงพาณิชย์

3 ทีม ซึ่งแต่ละทีมจะต้องนำเสนอแนวคิด วิธีการใช้งานของสิ่งประดิษฐ์ ประโยชน์ใช้สอยต่างๆของสิ่งประดิษฐ์ที่สร้างขึ้น จากนั้นก็ให้คณะกรรมการ คือ กูรูประจำรายการวิพากษ์วิจารณ์ชิ้นงานนั้นๆในแต่ละด้าน ซึ่งประกอบด้วย ‘ดร.ชิต เหล่าวัฒนา’ตัวแทนนักวิชาการ ‘ภาณุเดช วัฒนสุชาติ’ตัวแทนนักออกแบบ และ ‘ปุณยวีร์ สุขกุลวรเศรษฐ์’ ตัวแทนผู้บริโภค
“นอกจากกูรูทั้ง 3 คนจะมีหน้าที่วิพากษ์วิจารณ์ชิ้นงานแล้ว ยังต้องทำหน้าที่ตัดสินเลือกซื้อ ไอเดียของผู้แข่งขันในแต่ละสัปดาห์อีกด้วย ซึ่งผลงานชิ้นใดที่กูรูทั้ง 3 ออกเสียงว่าซื้อทั้งหมด ถือว่าชิ้นนั้นสามารถขายไอเดียได้จะได้รับทุนการศึกษา 10,000 บาท ส่วนทีมที่ขายไอเดียไม่ได้จะได้รับทุนการศึกษา 5,000 บาท”ทั้งนี้ ผู้สมัครเข้าแข่งขันในรายการจะเปิดกว้างทั้งเด็กในระดับมัธยมศึกษา อาชีวศึกษาและมหาวิทยาลัย
แต่สิ่งประดิษฐ์ดังกล่าวจะต้องเป็นผลงานที่สร้างสรรค์ขึ้นใหม่ ไม่เคยมีมาก่อนหรือเป็นการต่อยอด หรือการพัฒนาจากความคิดที่มีอยู่เดิม โดยสามารถส่งผลงานเข้ามาได้ไม่จำกัดจำนวนชิ้นทั้งในนามของโรงเรียน หรือตัวผู้สมัครเอง“จากการได้ไปสัมผัสกับผลงานของเด็กไทยตามสถาบันการศึกษาต่างๆจะเห็นได้ว่าเด็กไทยมีฝีมือในการคิด ในการทำสิ่งประดิษฐ์ เพียงแต่ยังขาดโอกาส ขาดคนกลางสนับสนุน ส่วนหนึ่งต้องบอกว่าสถาบันการศึกษาไทยยังไม่ได้ให้การสนับสนุนและไม่เปิดกว้างทางด้านนี้มากนักยกตัวอย่าง โรงเรียนแห่งนี้มีเด็กเก่ง แต่พอเด็กคิดสิ่งประดิษฐ์ขึ้นมาปุ๊บ อาจารย์ก็จะบอกว่าจะทำเยอะไปทำไม ทำแค่นี้พอแล้ว ซึ่งพอมันเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ปุ๊บ ผลงานที่เด็กคิดก็ได้เท่านี้ ไม่มีการพัฒนาต่อถามว่าทำไมเราถึงรู้ ก็เพราะเราเคยถามเด็กว่าทำไมชิ้นนี้ไม่ทำแบบนี้ล่ะ เด็กก็บอกว่าจริงๆก็คิดเหมือนกัน แต่พอทำแบบนี้เสร็จปุ๊บไปคุยกับอาจารย์ อาจารย์บอกว่าจะทำไปทำไม

ทำแค่นี้ก็พอแล้ว ทำให้ชิ้นงานชิ้นนั้นไม่มีการพัฒนาต่อยอด ก็ถือเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย”สิทธิพร สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาและอุปสรรคในการพัฒนาสิ่งประดิษฐ์ของเด็กไทย พร้อมทั้ง กล่าวเพิ่มเติมว่า “อีกปัญหาที่สำคัญ ก็คือ พอเด็กคิดทำชิ้นงานส่งอาจารย์แล้วก็จบ เก็บไว้ที่ภาควิชาเฉยๆ ไม่มีการพัฒนาต่อเพื่อให้สามารถใช้งานได้จริง
ขณะที่ในต่างประเทศถ้านักศึกษาคนไหนสามารถคิดชิ้นงานขึ้นมาสักอย่างหนึ่งรัฐบาลจะเข้ามาให้เงินสนับสนุนแล้วผลิตผลงานชิ้นนั้นออกมาเลย แต่ของเมืองไทยไม่เป็นอย่างนั้น ถ้าสถาบันการศึกษาไหนไม่มีเงินก็จบ ชิ้นงานเหล่านั้นก็จะถูกพับเก็บเอาไว้ แล้วจะกลายเป็นกองขยะไปในที่สุดดังนั้น หากมีการสนับสนุนอย่างจริงจังมีการจัดตั้งหน่วยงานขึ้นมารองรับทางด้านนี้โดยเฉพาะ เชื่อว่าเราจะได้เห็นสินค้าดีๆที่เกิดจากการคิดค้นของเด็กไทยออกสู่ตลาดได้อย่างต่อเนื่อง”

อย่างไรก็ตาม สิทธิพร ได้ชี้ให้เห็นถึงจุดอ่อนในการคิดค้นสิ่งประดิษฐ์ของเด็กไทยว่า หากเป็นผลงานที่คิดค้นโดยเด็กสายอาชีวศึกษา จะมีจุดอ่อนตรงที่การดีไซน์นั่นเป็นเพราะเด็กเหล่านี้จะถูกสอนมาว่าต้องเน้นการใช้งานเป็นหลัก ส่วนดีไซน์เป็นเรื่องรอง ชิ้นงานที่ออกมาก็จะสามารถใช้งานได้ดี แต่รูปลักษณ์ไม่สวย ขายไม่ได้
ในขณะที่ผลงานของเด็กฝั่งอุดมศึกษาจะมีรูปแบบดีไซน์สวยมาก แต่กลับใช้งานไม่ได้เพราะเด็กถูกสอนมาเหมือนกันว่า ดีไซน์ต้องเป็นหนึ่ง แต่การใช้งานเป็นรอง ฉะนั้นเด็กกลุ่มนี้ก็ต้องไปปรับเพิ่มในส่วนของการใช้งาน“ตรงนี้มัน เป็น จุด อ่อนของแตล่ ะสถาบันแต่ละแขนงวิชา ซึ่งถ้าเราสามารถอุดรอยรั่วเหล่านี้ได้ ก็จะทำให้ผลงานของเด็กไทยออกมาค่อนข้างสมบูรณ์เลยทีเดียว”สุดท้าย สิทธิพร กล่าวฝากถึงผู้ประกอบการที่กำลังมองหาสินค้าใหม่ๆออกสู่ตลาดว่าอยากให้หันมาสนับสนุนเด็กไทยในการคิดค้นสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ แทนการเอาเงินไปซื้อของจากต่างประเทศเข้ามา

สิทธิพร ยืนยันว่า ผลงานที่ชนะในแต่ละสัปดาห์นั้น หลายชิ้นสามารถนำไปต่อยอดในเชิงพาณิชย์ได้จริงอย่างเช่น อุปกรณ์เปิดขวดฝาเกลียว ของนักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคกระบี่,อุปกรณ์ช่วยรีดสายไฟ ของนักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคจันทบุรี, อุปกรณ์หั่นสะดวก ผลงานนักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคกาญจนาภิเษกอุดรธานี, เครื่องระเบิดสิ่งอุดตันท่อน้ำ ของนักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคสกลนคร ฯลฯ
“เด็กไทยที่สนใจจะนำเสนอสิ่งประดิษฐ์ในรายการ หรือผู้ประกอบการ รายใดที่สนใจจะนำผลงานที่เคยมาเสนอในรายการไปต่อยอดในเชิงพาณิชย์ ติดต่อ ได้ที่ โทรศัพท์ 0 2262 3828, 0 2262 3826 หรือ www.brainchildtv3.com” สิทธิพรกล่าว